Image_20260810-newbornnipt

NIPT และ Newborn Screening ต่างกันอย่างไร? ทำความเข้าใจการตรวจคัดกรอง 2 ช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ที่ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้

ปัจจุบันการดูแลสุขภาพทารกเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนคลอด เทคโนโลยีทางพันธุศาสตร์ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงของโรคและความผิดปกติต่าง ๆ ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ส่งผลให้คุณพ่อคุณแม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและสามารถวางแผนการดูแลการตั้งครรภ์ได้อย่างเหมาะสม 

 หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายคือ NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) ซึ่งใช้สำหรับคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมในทารกขณะอยู่ในครรภ์ ขณะที่หลังคลอด ทารกทุกคนยังได้รับคำแนะนำให้เข้ารับการตรวจ Newborn Screening หรือการคัดกรองโรคในทารกแรกเกิด

หลายครอบครัวมักตั้งคำถามว่า หากได้ตรวจ NIPT แล้ว เหตุใดจึงยังต้องตรวจ Newborn Screening อีก คำตอบคือ การตรวจทั้งสองชนิดมีวัตถุประสงค์ ช่วงเวลาการตรวจ และกลุ่มโรคที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ แต่เป็นการตรวจที่ช่วยเสริมกัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม

ตรวจในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
NIPT เป็นการตรวจที่ทำ ระหว่างการตั้งครรภ์ โดยสามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 10 สัปดาห์ขึ้นไป ใช้ตัวอย่างเลือดของมารดาเพื่อตรวจวิเคราะห์ชิ้นส่วนดีเอ็นเอของรก (cell-free fetal DNA หรือ cfDNA) ที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือด จึงไม่ต้องเจาะน้ำคร่ำและไม่มีความเสี่ยงต่อการแท้งจากหัตถการ

ในทางตรงกันข้าม Newborn Screening เป็นการตรวจที่ทำ หลังคลอด โดยทั่วไปจะเก็บเลือดจากส้นเท้าของทารกเมื่อมีอายุประมาณ 24–72 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบการเผาผลาญและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เริ่มทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้สามารถตรวจพบโรคบางชนิดที่ไม่สามารถประเมินได้ในระหว่างตั้งครรภ์

กล่าวได้ว่า NIPT เป็นการดูแลสุขภาพในช่วงที่ทารกยังอยู่ในครรภ์ ส่วน Newborn Screening เป็นการประเมินสุขภาพของทารกหลังเริ่มใช้ชีวิตภายนอกครรภ์ ซึ่งทั้งสองช่วงเวลามีความสำคัญและไม่สามารถทดแทนกันได้

ตรวจหาความผิดปกติคนละประเภท
แม้ว่าทั้งสองการตรวจจะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม แต่สิ่งที่ตรวจหานั้นแตกต่างกันอย่างมาก
NIPT ได้รับการออกแบบเพื่อคัดกรอง ความผิดปกติของจำนวนโครโมโซม (Chromosomal Aneuploidy) เช่น การมีโครโมโซมเกินหรือขาด ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการของทารก ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่
Trisomy 21 (Down syndrome)
Trisomy 18 (Edwards syndrome)
Trisomy 13 (Patau syndrome)
ความผิดปกติของโครโมโซมเพศ เช่น Turner syndrome และ Klinefelter syndrome

ในขณะที่ Newborn Screening มุ่งค้นหา โรคที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนเดี่ยว ความผิดปกติของเอนไซม์ หรือความผิดปกติของระบบเมตาบอลิซึม ซึ่งมักไม่เกี่ยวข้องกับจำนวนโครโมโซมเลย ตัวอย่างโรค ได้แก่
ภาวะพร่องไทรอยด์แต่กำเนิด
Phenylketonuria (PKU)
G6PD Deficiency
Medium-chain Acyl-CoA Dehydrogenase Deficiency (MCAD)
Maple Syrup Urine Disease (MSUD)
Spinal Muscular Atrophy (SMA)
Severe Combined Immunodeficiency (SCID)
โรคในกลุ่ม Inborn Errors of Metabolism (IEM)

วัตถุประสงค์ทางคลินิกไม่เหมือนกัน
NIPT มีบทบาทสำคัญในการประเมินความเสี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์ หากผลการตรวจบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงสูง แพทย์สามารถพิจารณาส่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น การเจาะน้ำคร่ำ หรือการตรวจชิ้นเนื้อรก เพื่อยืนยันผล และวางแผนการดูแลทั้งในระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด

ในทางกลับกัน Newborn Screening มีวัตถุประสงค์เพื่อ ค้นหาโรคที่สามารถรักษาได้ก่อนเกิดอาการ เนื่องจากโรคจำนวนมากไม่แสดงอาการในช่วงแรกเกิด แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมอง ระบบประสาท หัวใจ ตับ หรืออวัยวะอื่นอย่างถาวร

เด็กที่ดูแข็งแรง อาจยังมีโรคที่ตรวจพบได้
สิ่งที่ทำให้หลายครอบครัวเข้าใจผิดคือ ทารกส่วนใหญ่ที่มีโรคในกลุ่ม Newborn Screening มักมีลักษณะภายนอกปกติ
เด็กอาจร้องเสียงดัง ดูดนมได้ดี น้ำหนักแรกเกิดปกติ และไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ทำให้ผู้ปกครองเชื่อว่าลูกแข็งแรงสมบูรณ์
แต่ในความเป็นจริง โรคเมตาบอลิซึมและโรคทางพันธุกรรมหลายชนิดจะเริ่มแสดงอาการหลังคลอดเพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ เช่น ชัก ซึม ดูดนมน้อย อาเจียน กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือพัฒนาการล่าช้า เมื่อถึงเวลาที่อาการปรากฏ ความเสียหายต่อสมองหรืออวัยวะสำคัญอาจเกิดขึ้นแล้ว และบางครั้งไม่สามารถฟื้น

การรักษาและผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก
โรคหลายชนิดที่อยู่ในโปรแกรม Newborn Screening สามารถรักษาหรือควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากตรวจพบตั้งแต่ก่อนเกิดอาการ ตัวอย่างเช่น ภาวะพร่องไทรอยด์แต่กำเนิดสามารถรักษาได้ด้วยการให้ฮอร์โมนทดแทนตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต เด็กส่วนใหญ่จะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการใกล้เคียงปกติ  โรค PKU สามารถควบคุมได้ด้วยอาหารสูตรเฉพาะ ป้องกันภาวะปัญญาบกพร่องได้ ผู้ป่วย SMA มีโอกาสตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าอย่างชัดเจน หากได้รับยาก่อนที่เซลล์ประสาทสั่งการจะถูกทำลายอย่างถาวร

ดังนั้น Newborn Screening จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อ "ค้นหาโรค"
แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้รับการรักษาในช่วงเวลาที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด

“NIPT และ Newborn Screening คือการดูแลที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่การตรวจที่ซ้ำซ้อน” 

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ NIPT เปรียบเสมือนการตรวจสอบ "พิมพ์เขียวของโครโมโซม" ของทารกระหว่างการตั้งครรภ์ ขณะที่ Newborn Screening เป็นการตรวจสอบว่า "ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย" สามารถทำงานได้อย่างปกติหลังคลอดหรือไม่ การตรวจทั้งสองจึงตอบคำถามคนละข้อ เมื่อใช้ร่วมกัน ทั้งสองการตรวจจะช่วยให้การดูแลสุขภาพของทารกครอบคลุมตั้งแต่ระยะก่อนคลอดจนถึงหลังคลอด เพิ่มโอกาสในการวินิจฉัยโรคได้เร็ว ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และสนับสนุนการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

การตรวจทั้งสองชนิดจึงไม่ใช่การตรวจที่ซ้ำซ้อน แต่เป็นการดูแลสุขภาพที่ต่อเนื่องและเสริมกัน เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตด้วยสุขภาพที่ดีที่สุด และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีหากพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น