Image20260429-Melioidosis

โรคไข้ดิน (Melioidosis): ภัยเงียบจากดินและน้ำ ที่คร่าชีวิตได้

เมื่อกล่าวถึงโรคติดเชื้อในประเทศไทย หลายคนมักนึกถึงไข้เลือดออก วัณโรค หรือไข้หวัดใหญ่ แต่ยังมีอีกหนึ่งโรคที่ซ่อนตัวเงียบอยู่ในธรรมชาติ โดยเฉพาะในดิน น้ำขัง และพื้นที่เกษตรกรรม โรคนี้เรียกว่า “โรคไข้ดิน” หรือ เมลิออยด์ลิส(Melioidosis) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่พบได้บ่อยในเขตร้อนชื้น รวมถึงประเทศไทย


แม้ชื่อของโรคจะไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ในวงการแพทย์ โรคไข้ดินถือเป็นโรคสำคัญที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง หากวินิจฉัยล่าช้าหรือรักษาไม่ทันเวลา ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดอักเสบ หรืออวัยวะ
ล้มเหลว

ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่พบโรคนี้มาก โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ในช่วงฤดูฝน ดังนั้นการทำความเข้าใจโรคนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในด้านสาธารณสุข การแพทย์ และการป้องกันตนเองของประชาชน

สาเหตุของโรคไข้ดิน
โรคไข้ดินเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อว่า Burkholderia pseudomallei ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมลบที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ ดินชื้น โคลน นาข้าว น้ำขัง  แอ่งน้ำตามธรรมชาติ พื้นที่เกษตรกรรม 
เชื้อนี้มีความสามารถพิเศษในการอยู่รอดในธรรมชาติได้นาน แม้ในสภาวะแห้งหรือขาดสารอาหาร อีกทั้งยังทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดี จึงพบการปนเปื้อนในหลายพื้นที่โดยเฉพาะเขตร้อน

เหตุใดจึงเรียกว่า “ไข้ดิน”
คำว่า “ไข้ดิน” มาจากลักษณะการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสดินหรือโคลน ผู้ป่วยจำนวนมากมีประวัติทำงานกลางแจ้ง เช่น ทำนา ทำสวน ขุดดิน หรือเดินลุยน้ำหลังฝนตก เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดไข้ จึงกลายเป็นชื่อที่เข้าใจง่ายในภาษาไทย

การติดต่อของโรค
โรคไข้ดินไม่ได้แพร่ระบาดง่ายเหมือนไข้หวัดหรือโควิด-19 แต่ติดต่อจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางหลัก ได้แก่
1. ผ่านบาดแผลทางผิวหนัง
เป็นช่องทางที่พบบ่อยที่สุด เช่น
•    มีแผลที่เท้าแล้วเดินลุยนา 
•    มีแผลที่มือแล้วสัมผัสดิน 
•    ถูกของมีคมบาดขณะทำสวน 
2. การสูดดมเชื้อ
พบมากในฤดูฝน พายุ หรือกิจกรรมที่ทำให้ดินฟุ้งกระจาย เช่น
•    ไถนา 
•    ขุดดิน 
•    เครื่องจักรทางเกษตร 
3. การรับประทานน้ำหรืออาหารปนเปื้อน
พบได้น้อยกว่า แต่ยังเป็นไปได้หากน้ำไม่สะอาด
การติดต่อจากคนสู่คน
พบได้น้อยมากจนถือว่าไม่ใช่ช่องทางหลักของโรค

กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษ
แม้คนทั่วไปสามารถติดเชื้อได้ แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัวมีโอกาสป่วยรุนแรงมากกว่า ได้แก่
•    ผู้ป่วยเบาหวาน 
•    โรคไตเรื้อรัง 
•    โรคตับ 
•    ผู้ดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง 
•    ผู้ป่วยมะเร็ง 
•    ผู้ได้รับยากดภูมิ 
•    ผู้สูงอายุ 
•    เกษตรกรและผู้ทำงานกลางแจ้ง 
โรคเบาหวาน ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด พบในผู้ป่วยไข้ดินจำนวนมาก

อาการของโรคไข้ดิน
โรคนี้ถูกเรียกว่า “The Great Mimicker” เพราะอาการเลียนแบบโรคอื่นได้หลายชนิด ทำให้แพทย์วินิจฉัยยาก
1. อาการเฉียบพลัน
ไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร 
2. การติดเชื้อที่ปอด
ไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก หายใจเหนื่อย เอกซเรย์คล้ายวัณโรคหรือปอดบวม 
3. การติดเชื้อเฉพาะที่
ฝีหนอง บวมแดง แผลเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองโต 
4. การติดเชื้อกระแสเลือด (Septicemia)
ภาวะอันตรายรุนแรง ได้แก่ ไข้สูงมาก ความดันต่ำ ซึมลง ช็อก ไตวาย เสียชีวิตรวดเร็ว 
5. การติดเชื้อเรื้อรัง
ไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง มีฝีในตับ ม้าม ต่อมลูกหมาก หรือกระดูก 

เหตุใดโรคนี้จึงอันตราย
1.    วินิจฉัยยาก อาการไม่จำเพาะ 
2.    คล้ายวัณโรคหรือปอดบวมทั่วไป 
3.    เชื้อกระจายเร็วในกระแสเลือด 
4.    หากไม่ได้ยาที่เหมาะสม อาจเสียชีวิตสูง 
5.    สามารถกลับเป็นซ้ำได้หากรักษาไม่ครบ 

การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ
ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคนี้
1. การเพาะเชื้อ (Culture)
ตัวอย่างที่ใช้ตรวจ เช่น เลือด เสมหะ หนอง ปัสสาวะ น้ำจากฝี 
เมื่อเพาะเชื้อจะสามารถยืนยันชนิดเชื้อและทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะได้
2. การย้อมสีแกรม
เชื้อมีลักษณะเฉพาะเป็นแกรมลบ รูปร่างแท่ง                                                                                                                                                                                                                           
3. การตรวจระดับโมเลกุล (PCR)
ช่วยตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อได้รวดเร็ว มีความไวสูง เหมาะกับเคสเร่งด่วน
4. การตรวจด้วย Mass Spectrometry
ปัจจุบันหลายห้องปฏิบัติการใช้เทคโนโลยี MALDI-TOF MS เพื่อระบุชนิดเชื้ออย่างรวดเร็วจากโคโลนีแบคทีเรีย ลดเวลาจากหลายวันเหลือไม่กี่นาที เพิ่มความแม่นยำและเริ่มรักษาได้เร็วขึ้น

ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบุชนิดจุลินทรีย์อัตโนมัติได้ที่ https://www.lifomics.com/DL.html

บทบาทของเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจจุลชีววิทยา
ในยุคปัจจุบัน การวินิจฉัยโรคติดเชื้อไม่ได้อาศัยเพียงการเพาะเชื้อแบบดั้งเดิมอีกต่อไป เครื่องมือสมัยใหม่ เช่นระบบอัตโนมัติด้านจุลชีววิทยา และเครื่องวิเคราะห์ด้วย Mass Spectrometry มีบทบาทสำคัญในการลดระยะเวลารอผล
โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้แพทย์เลือกยาปฏิชีวนะได้เหมาะสมเร็วขึ้น ลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรง

การรักษาโรคไข้ดิน
การรักษามี 2 ระยะสำคัญ
ระยะที่ 1 รักษาเข้มข้น
ให้ยาทางหลอดเลือดดำ เช่น Ceftazidime Meropenem Imipenem 
นาน 10–14 วัน หรือมากกว่านั้นในรายรุนแรง
ระยะที่ 2 ป้องกันกลับเป็นซ้ำ
ให้ยารับประทานต่อเนื่อง 3–6 เดือน เช่น Trimethoprim/Sulfamethoxazole 
ผู้ป่วยต้องรับประทานยาครบ แม้อาการดีขึ้นแล้ว

การป้องกันโรคไข้ดิน
โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม ควรป้องกันดังนี้
•    สวมรองเท้าบูทเมื่อลุยน้ำหรือทำไร่นา 
•    ใส่ถุงมือเมื่อต้องสัมผัสดิน 
•    หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินหากมีแผล 
•    ล้างแผลทันทีหลังเปื้อนโคลน 
•    ดื่มน้ำสะอาด 
•    ควบคุมเบาหวานให้ดี 
•    หากมีไข้หลังลุยน้ำ ควรรีบพบแพทย์ 

โรคไข้ดินเป็นภัยเงียบที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่คิด แม้โรคนี้จะรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่หากได้รับการวินิจฉัยเร็ว รักษาถูกต้อง และครบถ้วน ก็สามารถหายขาดได้

ดังนั้น “ความรู้ ความระวัง และการตรวจวินิจฉัยที่ทันเวลา” คืออาวุธสำคัญที่สุดในการรับมือโรคไข้ดิน

อ้างอิง
1.    Wiersinga WJ, Virk HS, Torres AG, et al. Melioidosis. Nature Reviews Disease Primers. 2018;4:17107. doi:10.1038/nrdp.2017.107 
2.    Limmathurotsakul D, Golding N, Dance DAB, et al. Predicted global distribution of Burkholderia pseudomallei and burden of melioidosis. Nature Microbiology. 2016;1:15008. doi:10.1038/nmicrobiol.2015.8
3.    กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคเมลิออยโดสิส (โรคไข้ดิน). กรุงเทพมหานคร: กระทรวงสาธารณสุข. 
4.    สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงในประเทศไทย. 
5.    โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ข้อมูลวิชาการโรคเมลิออยโดสิสในประเทศไทย.