Image20260512-hantavirus

รู้จักไวรัสฮันตา (Hantavirus) ไวรัสจากหนู สู่เหตุระบาดบนเรือสำราญ

การรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัสบนเรือสำราญ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ราย และได้รับการยืนยันจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นเชื้อ "ไวรัสฮันตา" แม้ไวรัสชนิดนี้จะไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ แต่ความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตที่สูงทำให้มันยังคงเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว

ไวรัสฮันตาเป็นไวรัสที่มีประวัติการค้นพบมานานหลายสิบปี โดยมี "สัตว์ฟันแทะ" หรือ "หนู" เป็นพาหะหลักของโรค ความโดดเด่นของไวรัสชนิดนี้คือ การแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนเป็นหลัก โดยแทบจะไม่มีรายงานการแพร่เชื้อจากคนสู่คน ซึ่งถือเป็นข้อแตกต่างสำคัญเมื่อเทียบกับไวรัสชนิดอื่นอย่างโควิด-19

แหล่งที่มาและช่องทางการติดต่อ
เชื้อไวรัสจะปะปนออกมากับสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัน้ำลาย สสาวะ อุจจาระ

  • การสูดดม: เป็นช่องทางที่พบบ่อยที่สุด โดยการสูดดมฝุ่นละอองที่มีเชื้อจากมูลหนูแห้งฟุ้งกระจายในอากาศ เช่น ขณะทำความสะอาดห้องเก็บของ
  • การสัมผัส: การสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรงแล้วนำมือไปขยี้ตา จมูก หรือเข้าปาก
  • การกิน: การบริโภคอาหารที่ปนเปื้อน มนุษย์มักได้รับเชื้อผ่านช่องทางดังนี้ หรือถูกหนูที่มีเชื้อกัด (พบได้น้อย)

อาการและความอันตราย: 2 กลุ่มอาการหลัก
เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย จะแสดงอาการรุนแรงแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มตามภูมิภาคที่พบ:

  • กลุ่มอาการทางไต (HFRS): พบมากในแถบเอเชียและยุโรป อาการเริ่มด้วยไข้สูง ปวดศีรษะ มีจุดเลือดออกตามตัว และอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน
  • กลุ่มอาการทางปอด (HPS): พบมากในแถบทวีปอเมริกา อาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง แต่จะลุกลามอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะน้ำท่วมปอด หายใจลำบาก และเป็นอันตรายถึงชีวิต

วิธีการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญ
การวินิจฉัยเชื้อ ไวรัสฮันตา (Hantavirus) ในมนุษย์จำเป็นต้องอาศัยผลทางห้องปฏิบัติการเป็นหลัก เนื่องจากอาการในช่วงแรกมักแยกไม่ออกจากการติดเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ โดยผู้ป่วยมักมีไข้สูง ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย ซึ่งหากตรวจพบเชื้อในช่วง 72 ชั่วโมงแรกอาจทำได้ยาก 

  1. การตรวจเลือดหาแอนติบอดี (Serology): เป็นวิธีหลักที่นิยมที่สุด โดยการตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิด IgM และ IgG
    o    IgM: แสดงถึงการติดเชื้อในระยะเฉียบพลัน
    o    IgG: แสดงถึงการติดเชื้อที่ผ่านมาหรือการตอบสนองระยะหลัง
    o    นิยมใช้เทคนิค ELISA (Enzyme-linked immunosorbent assay) เพื่อความแม่นยำสูง
  2.  การตรวจหาพันธุกรรมไวรัส (Molecular Detection):
    o    ใช้ตรวจสอบหา RNA ของไวรัสโดยตรงจากเลือด ปัสสาวะ หรือเนื้อเยื่อของผู้ป่วย
    o    วิธีนี้แม่นยำสูง สามารถใช้ระบุสายพันธุ์ของไวรัสได้
  3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการทั่วไป (Supportive Diagnostics):
    o    ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC): มักพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ, เม็ดเลือดขาวสูง และการเพิ่มขึ้นของฮีมาโตคริต (Hematocrit)
    o    การทำงานของไต (Kidney Function Test): ตรวจระดับ Creatinine หรือ Urea Nitrogen ในเลือด ซึ่งจะสูงขึ้นเมื่อมีภาวะไตวาย
    o    การตรวจปัสสาวะ: อาจพบโปรตีนในปัสสาวะ (Proteinuria) หรือเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ (Hematuria)
    o    การเอกซเรย์ทรวงอก: เพื่อหาภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema) ซึ่งพบได้บ่อยใน HPS

ข้อจำกัดในการรักษาและหัวใจสำคัญของการรอดชีวิต
ในปัจจุบัน ยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงและยังไม่มีวัคซีน สำหรับป้องกันไวรัสฮันตา กระบวนการรักษาจึงเน้นไปที่กระบวนการรักษาประคับประคองตามอาการ ผู้ป่วยมักต้องได้รับการดูแลในห้อง ICU เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ หรือการฟอกไตเพื่อขจัดของเสีย หากผู้ป่วยมีประวัติสัมผัสหนูหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงและเริ่มมีอาการไข้ ต้องรีบพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาที่ทันท่วงทีคือโอกาสรอดชีวิตเพียงอย่างเดียว


มาตรการป้องกันและการจัดการสุขอนามัย
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดโอกาสสัมผัสกับหนูและสิ่งขับถ่ายของหนู

  • การจัดการที่อยู่อาศัย ปิดรูโหว่ตามบ้านเรือน กำจัดขยะที่เป็นแหล่งอาหารของหนู
  • วิธีทำความสะอาดที่ถูกต้อง: ห้ามกวาดหรือดูดฝุ่นทันที ในบริเวณที่มีขี้หนู เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาซักผ้าขาวผสมน้ำให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 15-20 นาทีแล้วจึงเช็ดออก โดยต้องสวมหน้ากากและถุงมือทุกครั้ง

ไวรัสฮันตาแม้จะไม่ได้แพร่ระบาดจากคนสู่คนได้ง่าย แต่ความรุนแรงของโรคที่ทำลายระบบหายใจและระบบไตอย่างฉับพลันเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย การรักษาสุขอนามัยในที่พักอาศัยและการมีความรู้เท่าทันต่อช่องทางการติดเชื้อ จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราและครอบครัว

ในยุคที่โรคติดเชื้กลายเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุข เทคโนโลยีมีบทบาทอย่างมากในการช่วยวินิจฉัยและเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

Lifomics ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยและห้องปฏิบัติการด้านโรคติดเชื้อ ผ่านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ครอบคลุมตั้งแต่การสกัดสารพันธุกรรม การตรวจวิเคราะห์ระดับโมเลกุล ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลจีโนม เช่น
•    ชุดสกัด DNA/RNA สำหรับงานตรวจวินิจฉัยและวิจัย 
•    เทคโนโลยี  NGS 
•    เทคโนโลยี MassARRAY 
•    เสารเคมีสำหรับห้องปฏิบัติการ Molecular Genetics

เทคโนโลยีเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มศักยภาพในการตรวจหาเชื้อได้อย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลาในการวินิจฉัย และสนับสนุนการเฝ้าระวังโรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโรคที่มีความรุนแรงสูงอย่างไวรัสฮันตา (Hantavirus)

อ้างอิง
-    BBC News. (2026, May 4). Three dead in suspected hantavirus outbreak on Atlantic cruise ship. BBC News.
-    World Health Organization. (2026, May 6). Hantavirus. WHO Hantavirus Fact Sheet.
-    กรมควบคุมโรค. (2569). โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) และคำแนะนำในการป้องกันโรค. สืบค้นเมื่อ 8 พฤษภาคม 2569 จาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข