Image_20260109-bloodgroup

ทำไม “หมู่เลือด” ถึงสำคัญกว่าที่คิด

การให้เลือด (Blood Transfusion) เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเสียเลือดมาก ภาวะโลหิตจางรุนแรง หรือโรคเลือดบางชนิด ความปลอดภัยของการให้เลือดขึ้นอยู่กับ “ความเข้ากันได้ของหมู่เลือด” (Blood Group Compatibility) ระหว่างผู้ให้และผู้รับ

หากเกิดความไม่เข้ากันของหมู่เลือด อาจกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันที่รุนแรง เช่น Hemolytic Transfusion Reaction ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นความเข้าใจระบบหมู่เลือดและการตรวจคัดกรองอย่างถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญของเวชศาสตร์การให้เลือด (Transfusion Medicine)

ระบบหมู่เลือดที่มีความสำคัญทางคลินิก

  • ระบบ ABO
    เป็นระบบพื้นฐานและสำคัญที่สุด แบ่งออกเป็นหมู่เลือด A, B, AB และ O ความไม่เข้ากันของระบบนี้เป็นสาเหตุหลักของ acute hemolytic transfusion reaction และถือเป็นความผิดพลาดร้ายแรงที่สุดในการให้เลือด
  • ระบบ Rh
    โดยเฉพาะ RhD antigen แบ่งเป็น Rh positive และ Rh negative ผู้ที่เป็น Rh negative สามารถสร้างแอนติบอดี anti-D เมื่อได้รับเลือด Rh positive ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับ Hemolytic Disease of the Fetus and Newborn (HDFN) นอกจากนี้ antigen อื่นในระบบ Rh เช่น C, c, E และ e ก็มีความสำคัญทางคลินิกเช่นกัน

ระบบหมู่เลือดรองที่มีความสำคัญทางคลินิก

แม้ระบบเหล่านี้จะไม่สำคัญเท่า ABO และ Rh แต่มีบทบาทอย่างมากในผู้ป่วยที่ต้องรับเลือดซ้ำหรือรับเลือดต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเลือดเรื้อรัง

  • ระบบ Kell
    ประกอบด้วย Antigen สำคัญ คือ K และ k antigen พัฒนาเต็มที่แล้วตั้งแต่แรกเกิด สามารถกระตุ้นให้เกิดแอนติบอดีได้ง่ายในการให้เลือด เกิด hemolytic transfusion reaction และเกี่ยวข้องกับโรคโลหิตจางในทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด เกิด hemolytic disease of fetus and newborn (HDFN)
  • ระบบ Duffy
    ประกอบด้วย Antigen สำคัญ คือ Fy aและ Fy b  ทำหน้าที่เป็นตัวรับ Chemokines มีความสำคัญในการตอบสนองของภูมิคุ้มกันและการอักเสบ อาจทำให้เกิด delayed hemolytic transfusion reaction และมีเกี่ยวข้องกับความไวต่อการติดเชื้อมาลาเรีย (Plasmodium vivax)
  • ระบบ Kidd
    ประกอบด้วย Antigen สำคัญ คือ Jk a, Jk bและ Jk3 พบว่าสัมพันธ์กับ delayed hemolytic transfusion reaction แอนติบอดีมักตรวจพบได้ยากและอาจกลับมาให้ปฏิกิริยาแรงเมื่อได้รับเลือดซ้ำ เกิดเป็น anamnestic response antibodies
  • ระบบ MNS
    ประกอบด้วย Antigen สำคัญ คือ M, N, S, s มีความสำคัญทางคลินิก โดยเฉพาะ anti-S และ anti-s ซึ่งอาจทำให้เกิด hemolytic transfusion reaction และ hemolytic disease of fetus and newborn (HDFN) ได้
  • ระบบ Diego
    ประกอบด้วย Antigen สำคัญ คือ Di a และ Di b พบได้บ่อยในบางประชากร เช่น กลุ่มเอเชียบางพื้นที่และชนพื้นเมืองบางกลุ่ม แอนติบอดีในระบบนี้อาจทำให้เกิด hemolytic transfusion reaction มีรายงานเกี่ยวข้องกับ hemolytic disease of fetus and newborn (HDFN) ในบางกรณี
  • ระบบ Lutheran
    ประกอบด้วย Antigen สำคัญ คือ Lu a และ Lu b มีความสำคัญทางคลินิกระดับปานกลาง แอนติบอดีอาจก่อให้เกิด mild–moderate hemolytic transfusion reaction และอาจสัมพันธ์กับ hemolytic disease of fetus and newborn (HDFN) แต่อาการมักไม่รุนแรงเท่าระบบ Rh หรือ Kell
  • ระบบ P1PK
    ประกอบด้วย Antigen สำคัญ คือ P1 , P และ Pk แอนติบอดีส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความสำคัญทางคลินิก ในบางกรณีโดยเฉพาะ anti-PP1Pk เป็น IgM แต่มีบางส่วนเป็น IgG ที่มีความสำคัญทำให้เกิด hemolytic transfusion reactions อย่างรุนแรง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด spontaneous abortion ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ และทำให้เกิด hemolytic disease of the fetus and newborn (HDFN) ได้เป็นครั้งคราวแต่ไม่รุนแรง
  • ระบบ Lewis
    ประกอบด้วย Antigen สำคัญ คือ Le a และ Le b Antigen ไม่ได้อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดงตั้งแต่กำเนิด แต่เกิดจากสารที่หลั่งและไปติดบนผิวเม็ดเลือดแดง แอนติบอดีส่วนใหญ่เป็น IgM และมักไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยารุนแรง โดยทั่วไปมีความสำคัญทางคลินิกน้อย แต่ยังต้องพิจารณาในกรณีเฉพาะ

 

ระบบ Antigen ที่สำคัญ ความสำคัญทางคลินิก
Kell K, k ทำให้เกิด HTR/HDFN
Duffy Fy a, Fy b Delayed HTR และความสัมพันธ์กับมาลาเรีย
Kidd Jk a, Jk b, Jk3 Delayed HTR และ anamnestic response
MNS M, N, S, s บางรายทำให้เกิด HTR/HDFN
Diego Di a, Di b พบในบางประชากร มีรายงาน HTR/HDFN
Lutheran Lu a, Lu b พบ HTR/HDFN บางกรณี
P1PK P1, P, Pk อาจพบ HTR/HDFN ได้เป็นครั้งคราว
Lewis Le a, Le b โดยมากไม่รุนแรง แต่ยังมีความสำคัญในบางกรณี

HTR (Hemolytic Transfusion Reaction)
คือ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกหลังการให้เลือด เกิดจากผู้รับเลือดมี แอนติบอดีในกระแสเลือด ที่ทำปฏิกิริยากับแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดงของผู้ให้ จัดเป็น ปฏิกิริยาทางเลือด (immune-mediated transfusion reaction)

Delayed HTR
คือภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น หลายวันถึงหลายสัปดาห์หลังการถ่ายเลือด (โดยทั่วไป 3–14 วัน)
เกิดจากการที่ร่างกายผู้ป่วยสร้างหรือกระตุ้นแอนติบอดีต่อแอนติเจนของเม็ดเลือดแดงที่ได้รับเข้าไป

HDFN (Hemolytic Disease of the Fetus and Newborn)
คือ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกของทารกในครรภ์หรือแรกเกิด จาก แอนติบอดีของมารดาในเลือด (ส่วนใหญ่เป็น IgG) ผ่านรกไปทำลายเม็ดเลือดแดงทารก
เป็น ภาวะทางเลือดจากภูมิคุ้มกันระหว่างแม่-ลูก

การให้เลือด (Blood Transfusion)
เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเสียเลือดมาก ภาวะโลหิตจางรุนแรง หรือโรคเลือดบางชนิด ความปลอดภัยของการให้เลือดขึ้นอยู่กับ “ความเข้ากันได้ของหมู่เลือด” (Blood Group Compatibility) ระหว่างผู้ให้และผู้รับ

หากเกิดความไม่เข้ากันของหมู่เลือด อาจกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันที่รุนแรง เช่น Hemolytic Transfusion Reaction ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นความเข้าใจระบบหมู่เลือดและการตรวจคัดกรองอย่างถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญของเวชศาสตร์การให้เลือด (Transfusion Medicine)

หมู่เลือดจึงเป็นปัจจัยสำคัญทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของผู้ป่วยในการให้เลือด ดังนั้นในปัจจุบันมีการนำความรู้และเทคโนโลยีด้าน Bioinformatics มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบหมู่เลือดและการให้เลือด เพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

ตัวอย่างบทบาทของ Bioinformatics ในระบบการให้เลือด
  • การวิเคราะห์หมู่เลือดระดับ Genotype
    ใช้ตรวจหมู่เลือดในระบบที่ซับซ้อน เช่น Kell, Duffy, Kidd, MNS, วิเคราะห์ gene Rh variant / weak D เพื่อลด transfusion reaction และลดการเกิด alloantibody เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องรับเลือดต่อเนื่อง
  • งานสูติกรรมและความปลอดภัยของทารก
    กรณีหญิงตั้งครรภ์ที่เป็น Rh negative ใช้ตรวจหา fetal RhD DNA ในเลือดมารดา ทำนาย Rh ของทารก ช่วยวางแผนการให้ Anti-D immunoglobulin ลดโอกาสและความรุนแรงของ Hemolytic Disease of the Fetus and Newborn (HDFN)
  • Precision/Extended Transfusion
    ช่วยให้จัดสรรหน่วยเลือดที่เข้ากันในระดับ genotype ลดปัญหาในการให้เลือดครั้งต่อไป ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน รวมทั้งสามารถนำมาช่วยวางแผน long-term transfusion strategy ได้อย่างเหมาะสม
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าเราสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยใช้ในการเพิ่มความแม่นยำในการจัดสรรเลือดและสนับสนุนระบบบริการในระยะยาว เป็นก้าวสำคัญจาก Compatible transfusion ไปสู่ genotype-matched precision transfusion

ข้อจำกัดของการตรวจหมู่เลือดด้วยวิธีซีโรโลยี

การตรวจทางซีโรโลยี (Serology) เป็นมาตรฐานหลักในปัจจุบัน ประกอบด้วยการตรวจ ABO, Rh และการคัดกรองแอนติบอดี อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่

  • ไม่สามารถแยก allele หรือ weak/partial antigen ได้
  • ผลตรวจคลาดเคลื่อนในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับเลือด (< 3 เดือน)
  • ขาดน้ำยาสำหรับแอนติเจนบางระบบ
  • มีความเสี่ยงต่อการเกิด alloimmunization ในผู้ป่วยที่ต้องรับเลือดซ้ำ

ปัญหาเหล่านี้ส่งผลอย่างมากต่อผู้ป่วยกลุ่ม
thalassemia, sickle cell anemia, myelodysplastic syndrome และ autoimmune hemolytic anemia

ความแปรผันของยีนและการเปลี่ยนแปลงแอนติเจนของหมู่เลือด

ปัจจุบันมีการค้นพบแอนติเจนหมู่เลือดมากกว่า 300 ชนิด โดยการเปลี่ยนแปลงระดับ single nucleotide variations (SNVs/SNPs) ของยีน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด polymorphism ของแอนติเจนหมู่เลือด ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติ

ตัวอย่างเช่น

  • Diego (SLC4A1, 2561C>T) → Diᵃ / Diᵇ

  • Lutheran (BCAM, 230G>A) → Luᵃ / Luᵇ

  • Colton (AQP1, 134C>T) → Coᵃ / Coᵇ

  • Dombrock (ART4, 793A>G) → Doᵃ / Doᵇ

ความแปรผันเหล่านี้ไม่สามารถตรวจได้ครบถ้วนด้วยซีโรโลยี

 

เทคโนโลยี MassARRAY กับการตรวจหมู่เลือดระดับ Genotype

MassARRAY Technology อาศัยหลักการของ Multiplex PCR ร่วมกับการตรวจวัดมวลโมเลกุลด้วย MALDI-TOF Mass Spectrometry โดยเบสแต่ละชนิด (A, C, G, T) มีน้ำหนักต่างกัน ทำให้สามารถแยก SNPs ได้อย่างแม่นยำ

จุดเด่นของ MassARRAY

  • ตรวจได้หลาย SNPs พร้อมกันในครั้งเดียว

  • แยก Homozygous และ Heterozygous ได้ชัดเจน

  • ตรวจ weak/partial antigen ได้

  • ใช้เวลาวิเคราะห์สั้น ความไวและความจำเพาะสูง

  • เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับเลือดต่อเนื่อง และการคัดเลือกผู้บริจาคโลหิต

 

Serology vs MassARRAY ในงานตรวจหมู่เลือด

 
เทคนิค การทดสอบทางซีโรโลยี (Serology) MassARRAY
หลักการ ใช้ antibodyจำเพาะจับกับ antigen และดูการเกิด agglutination ตรวจการเกิด single nucleotide polymorphisms (SNPs) ของยีน เพื่อระบุชนิดของ antigen
ความละเอียด ต่ำ (แยก allele ไม่ได้) สูง (แยก allele ได้)
ความสามารถในการตรวจ weak/partial antigen อาจตรวจไม่พบ สามารถตรวจได้
ระยะเวลาในการรอผล นาที-ชั่วโมง  >8 ชั่วโมง
ข้อจำกัด ไม่มีน้ำยาสำหรับแอนติเจนบางชนิด ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะ(MassARRAY)
จุดเด่น ตรวจการแสดงออกของแอนติเจนโดยตรง
  • ตรวจได้หลาย antigen พร้อมกัน
  • มีความยืดหยุ่นและรองรับการออกแบบตำแหน่ง SNPs ที่ต้องการทดสอบ

 

ตัวอย่างผลการทดสอบการตรวจแอนติเจนหมู่เลือดบนผิวเม็ดเลือดแดงด้วยเทคนิค MassARRAY
MassARRAY มาพร้อมซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่าย เพิ่มความสะดวกในการวิเคราะห์ผล แสดงผลในรูปแบบกราฟและ Spectrum Plot โดยระบบจะแปลงข้อมูลจาก Mass Spectrometry Spectra ของ PCR Product เป็นค่ามวลโมเลกุล แสดงผลในรูปแบบ Peak Spectrum สามารถตรวจพบชนิดของเบสตำแหน่งเป้าหมายได้ทั้งลักษณะที่เป็น Homozygous (อ่านผลได้เป็นเบสชนิดเดียว) และ Heterozygous (อ่านผลได้เบส 2 ชนิดที่ตำแหน่งเดียวกัน)

ภาพ 1 แสดงผลการวิเคราะห์การแปรผันของยีน ART4 หมู่เลือด  Dombrock โดยโปรแกรมสามารถแสดงผลลักษณะที่เป็น Homozygous (A) และ Heterozygous (B)